กินอย่างไรให้ระบบย่อยดี
08/12/13 17:08:54 by admin

      หลายคนคงสงสัยแล้วว่าควรจะกินอย่างไรให้ถูกวิธี คำตอบก็คือว่า เราต้องจัดเมนูแต่ละมื้อให้มีองค์ประกอบของอาหารประเภทต่างๆให้ถูกวิธี ทั้งนี้เมื่อเรารับประทานอาหารประเภทต่างๆเข้าไป ไม่ว่าจะเป็นโปรตีน ไขมัน คาร์โบไฮเดรต หรือผักผลไม้ ร่างกายก็จะหลั่งเอนไซม์ออกมาย่อยแตกต่างกันไป และหากเรากินอาหารประเภทต่างๆ ผสมปนเปกันเข้าไปอย่างไม่เหมาะสม ก็จะส่งผลให้การย่อยไม่สมบูรณ์ เกิดเป็นอาหารบูดเน่าตกค้างอยู่ในร่างกายได้นั่นเอง ดังนั้นหากอยากจะกินอาหารหลากหลาย ก็ควรจะมีศิลปะให้การเลือกประเภทการผสมปนเปกันให้ถูกหลักวิธีสักหน่อย โดยมีหลักการดังต่อไปนี้

หลีกเลี่ยงการกินโปรตีนกับแป้ง

     ควรเลิกกินอาหารพวกเนื้อสัตว์ ไข่ ชีส กับพวกแป้งแบบขนมปัง มันฝรั่งเฟรนซ์ฟราย ทั้งนี้เพราะเมื่อเรากินพวกแป้งเข้าไป ร่างกายก็จะหลั่งเอนไซม์อะไมเลสที่ทำงานได้ดีในสภาพที่เป็นด่างออกมาย่อยตั้งแต่อยู่ในปาก แต่เมื่อแป้งถูกส่งลงสู่ท้อง เอนไซม์ที่เป็นด่างซึ่งยังทำงานอยู่ ก็จะไปยับยั้งการทำงานของเอนไซม์เปปซินซึ่งทำงานได้ดีในสภาวะที่เป็นกรดและกำลังย่อยโปรตีนอยู่ ทำให้การย่อยไม่สมบูรณ์ เกิดของเสียตกค้างและทำให้เกิดอาการอึดอัด แน่นท้อง ท้องอืดขึ้นมาได้

คราวนี้ บรรดาผู้นิยมอาหารฟาสต์ฟู้ด ก็คงจะถึงบางอ้อกันแล้วนะคะ ว่าเหตุใดเวลากินแฮมเบอร์เกอร์กับเฟรนซ์ฟราย กินแซนวิชไข่ หรือกินสเต็กกับมันฝรั่ง แม้จะรู้สึกเอร็ดอร่อยแต่ก็มักจะได้อาการท้องอืดเป็นของแถม ต่อด้วยอาการท้องผูกกันเป็นประจำ ก็ขอแนะนำว่า หากจะกินพวกเนื้อสัตว์ทั้งหลานรวมถึงไข่ก็ควรจะกินกับผักแทนนะคะ เช่นอยากกินสเต็กก็กินกับสลัดผักแทน ก็ไม่เลวนะ

หลีกเลี่ยงการกินโปรตีนกับโปรตีน

      เราไม่ควรกินโปรตีนกับโปรตีน เพราะว่าอาหารโปรตีนแต่ละชนิดต่างก็ต้องการการย่อยที่แตกต่างกัน เช่นหากดื่มนมเข้าไป ร่างกายก็จะย่อยชั่วโมงสุดท้าย ในขณะที่จะย่อยเนื้อสัตว์ต่างๆก่อนในชั่วโมงแรก หรือการย่อยไข่ก็จะย่อยในช่วงใดช่วงหนึ่งที่ต่างกันออกไป ทำให้ช่วงที่ต้องรอนั้นอาหารอาจเน่าบูดเป็นสารพิษได้ แต่ถ้าจะกินเนื้อสัตว์ที่มีความคล้ายคลึงกันก็อาจอนุโลมได้ เช่นกินเนื้อวัวกับเนื้อแกะ หรือกินปลากับกุ้งก็ไม่น่าจะเป็นปัญหา

หลีกเลี่ยงการกินอาหารที่เป็นกรดกับแป้ง

      อาหารที่เป็นกรด เช่นผลไม้จำพวก ส้ม มะเขือเทศ สับปะรดรวมถึงมะนาว และน้ำส้มสายชู ไม่ควรกินกับอาหารพวกแป้ง ไม่ว่าจะเป็นข้าว ขนมปัง หรือมันฝรั่ง เพราะกรดกับเอนไซม์ที่เป็นด่างจะไปทำปฏิกิริยากัน ดังนั้น หากจะกินขนมปังตอนเช้า ก็ไม่ควรจะดื่มน้ำส้มคั้น นะคะ

หลีกเลี่ยงการกินอาหารที่เป็นกรดกับกินโปรตีน

      เมื่อเรากินอาหารที่เป็นกรดเข้าไป ดูเหมือนว่าน่าจะเข้าไปช่วยย่อยโปรตีนใช่ไหมคะ แต่ความจริงแล้วเมื่อเรากินอาหารที่เป็นกรดเข้าไป ร่างกายจะไปยับยั้งการหลั่งกรดไฮโดรคลอริก(hydrochloric)ซึ่งมีความจำเป็นต่อการย่อยโปรตีนออกมา ทำให้พวกเนื้อ นม ไข่ต่างๆ ที่กินเข้าไปไม่สามารถย่อยได้ เช่น ถ้ากินไข่ดาว ไส้กรอก พร้อมกับดื่มน้ำส้มคั้น ก็อาจเกิดอาการอาหารไม่ย่อยได้

หลีกเลี่ยงการกินน้ำตาลกับแป้ง

     น้ำตาลในที่นี้หมายรวมถึงพวกของหวานๆ อย่างน้ำผึ้ง แยม ซึ่งไม่ควรกินคู่กับพวกแป้ง โดยเฉพาะขนมปังที่เรามักชอบกินกันอยู่บ่อยๆ ทั้งนี้เพราะเวลาที่เรากินน้ำตาลหรือของหวานๆเข้าไป น้ำลายจะไม่หลั่งเอนไซม์ที่ช่วยย่อยแป้งออกมา ที่สำคัญของหวานที่มีส่วนผสมของน้ำตาลมากๆ มักจะมีความเป็นกรดสูง ซึ่งก็กระทบต่อการย่อยแป้งเช่นกัน ดังนั้นถ้ายังคงอยากจะกินขนมปัง ก็ควรจะหันมาทาเนยแทนที่จะทาแยม นอกจากนี้ก็ยังไม่ควรที่จะกินพวกเค้ก หรือพายที่ราดน้ำเชื่อม หรือแยมหวานๆ เช่นกัน

      นอกจากนี้ยังมีข้อสำคัญปลีกย่อยอีกมากมาย เช่น ไม่ควรกินขนมหวานหรือผลไม้หลังอาหารทันที และหากเมนูผลไม้นั้นมีแตงโมหรือเมลลอนรวมอยู่ด้วย ก็ควรจะกินแตงโมหรือเมลลอนอย่างเดียว ส่วนผู้ที่รักการดื่มนม ก็ควรจะดื่มนมเพียงอย่างเดียว ไม่ดื่มปนกับอาหารประเภทอื่นๆ และแนะนำว่าควรจะเป็นนมสดที่ไม่ผ่านการพาสเจอร์ไรซ์ ร่างกายก็จะสามารถย่อยได้ดีและรับประโยชน์จากนมอย่างเต็มที่ด้วย

      ถึงตรงนี้ ใครที่ชอบกินผักอยู่เป็นประจำก็คงจะยิ้มออก เพราะผักสามารถกินได้กับอาหารทุกประเภท และยิ่งเป็นผักสดก็จะยิ่งดี ทั้งเรื่องของคุณค่าทางอาหาร การย่อยและกากใย บทความนี้คงทำให้หลายๆ คนรู้สึกถึงความยุ่งยากของข้อห้ามทั้งหลาย ทั้งนี้อาจเป็นเพราะความคุ้นเคย เคยชินกับการกินผสมปนเปแบบผิดๆ มานาน แต่หากลองนำไปปฏิบัติแล้ว รับรองว่าไม่ยากจนเกินไป หากเทียบกับกับความทรมานจากอาการท้องอืด ท้องผูก รวมถึงโรคภัยต่างๆ ที่อาจตามมาจากสารพิษที่ตกค้างในร่างกาย ก็เรียกว่าคุ้มสุดๆ แถมใครที่อยากลดน้ำหนัก หากปฏิบัติดูก็จะเห็นผลอย่างชัดเจนทีเดียว ที่สำคัญอย่าลืมว่า นอกจากหวังพึ่งการทำงานของเอนไซม์ และน้ำย่อยต่างๆ แล้ว เราเองก็ควรเคี้ยวอาหารช้าๆให้ละเอียดมากๆ เพื่อเป็นการช่วยย่อยอีกแรงหนึ่งด้วยเช่นกัน

ขอบคุณที่มา :หนังสือ BE WELL





เชื่อกรรมอย่างไรไม่ให้ตกต่ำ
07/24/09 10:52:21 by admin
แพทย์ผู้หนึ่งล้มป่วยด้วยโรคมะเร็ง เยียวยารักษาเพียงใดก็ไม่เป็นผล อาการทรุดหนักจนต้องใช้เครื่องช่วงชีวิต มิตรสหายหลายคนจึงหันไปพึ่งพาสิ่งศักดิ์สิทธิ์และผู้มีพลังจิต ล่ำลือว่าที่ไหนมีคนแก้กรรมใด ก็เข้าไปหาหมด คำตอบที่ได้รับจาก "ผู้รู้" คนหนึ่งก็คือ สาเหตุที่หมอท่านนี้ป่วยหนักก็เพราะไปริเริ่มและผลักดันให้มีโครงการ 30 บาทรักษาทุกโรคทั่วประเทศ ทำให้คนไข้จำนวนมากที่ถึงคราวจะต้องตายเพราะทำกรรมเลวในอดีต กลับมีชีวิตรอด เจ้ากรรมนายเวรจึงไม่พอใจ ผลร้ายจึงมาตกที่หมอท่านนี้ กล่าวอีกนัยหนึ่ง หมอท่านนี้ต้องชดใช้กรรมที่ไปมีส่วนช่วยให้คนที่สมควรตายกลับไม่ตาย

แม้จะอ้างอิงกฎแห่งกรรมที่คนไทยคุ้นหูมานาน แต่คำอธิบายดังกล่าวมีนัยยะแตกต่างจากที่เคยได้ยินกันมา ที่น่าวิตกก็คือมีคนเชื่อคำอธิบายแบบนี้มากขึ้นเรื่อยๆ เราเคยได้ยินมาว่า "ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว" ใครที่เบียดเบียนหรือทำร้ายผู้อื่น ย่อมได้รับผลร้ายจากกรรมนั้น แต่คำอธิบายข้างต้นกำลังบอกว่า ทำดีอาจได้ชั่ว การช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์ที่ทุกข์ยากนั้นสามารถก่อผลร้ายต่อตนเองจนถึงตายได้ ถ้าคนไทยเชื่อคำอธิบายแบบนี้กันแพร่หลายเราคงนึกได้ไม่ยากว่าจะเกิดอะไรตามมา คนไทยจะอยู่กันแบบตัวใครตัวมันมากขึ้น มีน้ำใจหรือเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่น้อยลง ผู้คนจะพากันนิ่งดูดายเมื่อเห็นคนทุกข์ยากต่อหน้าต่อตา

คำอธิบายจาก "ผู้รู้" ข้างต้นให้เหตุผลว่า คนป่วยคนเจ็บทั้งหลายสมควรรับเคราะห์ (หรือวิบาก) จากกรรมที่ตนก่อขึ้น การไปช่วยเขาให้รอดตาย คือการไปแทรกแซงกฎแห่งกรรม ดังนั้นผู้ช่วยเหลือจึงต้องรับเคราะห์จากเจ้ากรรมนายเวรแทน ถ้าเชื่อคำอธิบายเช่นนี้ ชาวพุทธก็ไม่ควรเป็นหมอหรือพยาบาล เพราะนอกจากจะเป็นการแทรกแซงกฎแห่งกรรมแล้ว ยังทำให้ตนเสี่ยงต่อการถูกทำร้ายจากเจ้ากรรมนายเวร(ของผู้ป่วย) ก็ขนาดไม่ได้ช่วยชีวิตคนป่วยโดยตรง แค่ช่วยโดยอ้อมด้วยการผลักดันโครงการ 30 บาทยังได้รับเคราะห์ถึงตาย หากช่วยชีวิตคนป่วยโดยตรงวันแล้ววันเล่านานเป็นปีๆ แล้วจะแคล้วคลาดจากมหันตภัยได้อย่างไร

ที่จริงไม่ใช่แต่อาชีพหมอและพยาบาลเท่านั้น อาชีพอื่นๆ ที่มีส่วนช่วยเพื่อนมนุษย์จากความทุกข์ยาก เช่น ความยากจน ความพิการ หรือช่วยเด็กที่ถูกทิ้ง ก็ไม่สมควรทำทั้งสิ้นด้วยเหตุผลเดียวกันคือไปแทรกแซงกฎแห่งกรรม หรือขัดขวางไม่ให้วิบากกรรมตกถึงคนเหล่านั้นเต็มๆ ในทำนองเดียวกันเมื่อเห็นคนจมน้ำ หรือถูกรถชนเจียนตาย ก็ไม่ควรช่วยเหลือเขา เพราะจะไปทำให้เจ้ากรรมนายเวรขัดเคืองหรือพิโรธ ทางที่ถูกคือควรปล่อยให้เขาตายไป ถือว่าเป็น
"กรรมของสัตว์" มองให้ใกล้ตัวเข้ามา หากพ่อแม่ญาติพี่น้องลูกหลานหรือมิตรสหายป่วยหนัก เราก็ไม่สมควรไปช่วยเช่นกัน เพราะ "กรรมใครกรรมมัน"

ไม่จำเป็นต้องบรรยายว่าเมืองไทยจะมีสภาพอย่างไรหากชาวพุทธเชื่อกฎแห่งกรรมแบบนี้ อันที่จริงกฎแห่งกรรมนั้นน่าจะช่วยให้เราขวนขวายทำความดี หรือใฝ่บุญกลัวบาป เพราะหากทำความชั่วหรือทำบาปแล้วจะส่งผลเสียต่อตนเอง แต่ทุกวันนี้มีความเข้าใจคลาดเคลื่อนมากเกี่ยวกับกฎแห่งกรรม จึงกลายเป็นว่า นอกจากจะงอมืองอเท้าไม่ทำอะไรเพราะเข้าใจว่าทุกอย่างที่เกิดขึ้นกับตนไม่ว่าสุขหรือทุกข์ ดีหรือร้าย ล้วนเป็นผลจากกรรมเก่าแต่ชาติก่อนแล้ว ยังไม่คิดที่จะทำความดีหรือช่วยเหลือผู้อื่นที่ตกทุกข์ได้ยากเพราะกลัวว่าจะไปแทรกแซงกฎแห่งกรรมหรือขัดขวางเจ้ากรรมนายเวร แต่เราลืมไปแล้วหรือว่าการปล่อยให้เพื่อนมนุษย์(หรือสัตว์)ประสบทุกข์ต่อหน้าต่อตาทั้งๆ ที่เราสามารถจะช่วยได้ แท้ที่จริงก็คือการทำบาปหรือสร้างอกุศลให้แก่ตนเอง ในขณะที่เราสำคัญผิดว่ากำลังปล่อยให้เขาชดใช้กรรมเก่านั้น ตัวเราเองกำลังสร้างกรรมใหม่ที่เป็นบาปไปแล้วโดยไม่รู้ตัว

จะว่าไปแล้วทุกวันนี้ชาวพุทธจำนวนไม่น้อยกลัวบาปกรรมน้อยกว่ากลัว "เจ้ากรรมนายเวร" เสียอีก เจ้ากรรมนายเวรในความคิดของเขาเป็นเสมือนสิ่งลี้ลับที่มีพลานุภาพ สามารถทำให้เกิดเคราะห์ร้ายได้ หากเทวดาคือสิ่งที่สามารถดลบันดาลให้เราประสบสิ่งที่พึงปรารถนาในชีวิต เจ้ากรรมนายเวรก็คือสิ่งที่มีอำนาจในทางตรงข้าม แต่เดิมนั้นเข้าใจกันว่าเจ้ากรรมนายเวรคือผู้เคยมีกรรมมีเวรต่อกันในชาติก่อน "กรรม"ในที่นี้หมายถึง "บาปกรรม" หรือ "กรรมชั่ว" ในฝ่ายเราที่กระทำต่อเขาในอดีตชาติ ความเคียดแค้นพยาบาทของเจ้ากรรมนายเวรอาจส่งผลร้ายตามมาถึงเราในชาตินี้ได้ เจ้ากรรมนายเวรจะมีจริงหรือไม่ ยากที่เราจะรู้ได้ แต่อย่างน้อยความเชื่อเช่นนี้ทำให้เราไม่กล้าที่จะเบียดเบียนหรือทำร้ายใครด้วยกลัวว่าเขาจะกลายเป็นเจ้ากรรมนายเวรของเราในชาตินี้หรือชาติหน้า เวลาทำบุญก็อดไม่ได้ที่จะอุทิศไปให้เจ้ากรรมนายเวรทั้งหลาย ซึ่งก็ไม่ใช่เรื่องเสียหายหากจะทำ

แต่เดี๋ยวนี้ผู้คนไม่ได้กลัวเจ้ากรรมนายเวรของตนเท่านั้น หากยังกลัวเจ้ากรรมนายเวรของคนอื่นด้วย จนกระทั่งไม่กล้าไปทำดีกับใคร ด้วยคิดว่าเจ้ากรรมนายเวรของเขาจะโกรธแค้นเอา ภาพของเจ้ากรรมนายเวรทุกวันนี้จึงไม่ต่างจาก "อำนาจมืด" ที่กำลังไล่ล่าเล่นงานใครสักคนด้วยความอาฆาตพยาบาท ดังนั้นเราจึงไม่สมควรไปช่วยเขาเพราะจะโดนอำนาจมืดนั้นเล่นงานไปด้วย ทำนองเดียวกับที่เราไม่ควรยื่นมือไปช่วยเหลือคนที่กำลังถูกนักเลงรุมทำร้ายเพราะเราอาจโดนลูกหลงไปด้วย

นี้ไม่ใช่กฎแห่งกรรมที่พระพุทธเจ้าตรัสสอน เพราะการช่วยเหลือผู้ที่ตกทุกข์ได้ยากนั้น หากทำด้วยเมตตาจิต ย่อมเป็นกรรมดี แต่จะช่วยได้มากหรือน้อยเพียงใด ขึ้นอยู่กับเหตุปัจจัยต่างๆ มากมาย (ซึ่งอาจรวมถึงกรรมเก่าด้วยแต่ไม่ใช่แค่นั้น ต่อเมื่อทำอะไรไม่ได้จึงค่อยวางใจเป็นอุเบกขา) การกระทำเช่นนั้นไม่ถือว่าเป็นการแทรกแซงกฎแห่งกรรม แต่เป็นการสร้างกรรมใหม่ซึ่งอาจผ่อนร้ายให้กลายเป็นดีหรือไม่ก็ได้ ขึ้นอยู่กับกำลังของกรรมใหม่นั้น รวมถึงกรรมเก่าที่เกี่ยวข้อง พุทธศาสนาเห็นว่าเราควรรู้จักกฎแห่งกรรม มิใช่เพื่อปล่อยตัวปล่อยใจประหนึ่งสวะที่ลอยไปตามกระแสน้ำ (หรือ "แล้วแต่บุญแต่กรรม") แต่เพื่อใช้กฎนี้ให้เป็นประโยชน์ในการพัฒนาชีวิตให้เจริญงอกงาม เช่นเดียวกับที่เราต้องรู้จักธรรมชาติของกระแสน้ำและใช้มันให้เป็นประโยชน์ในการล่องเรือให้ถึงจุดหมายปลายทางโดยไม่เกยตื้นหรือชนเกาะแก่งเสียก่อน การคัดท้ายหรือคุมหางเสือเพื่อให้เรือแล่นไปในทิศทางที่ต้องการ มิใช่การแทรกแซงหรือฝืนกระแสน้ำฉันใด การกำกับและประคับประคองชีวิตจิตใจให้ทำแต่กรรมดีและมีน้ำใจต่อเพื่อนมนุษย์ก็ไม่ถือว่าแทรกแซงกระแสกรรมฉันนั้น

กฎแห่งกรรมหากเข้าใจถูกต้องย่อมส่งเสริมให้คนทำดี มีน้ำใจต่อกัน แต่หากเข้าใจคลาดเคลื่อนก็สามารถส่งเสริมความเห็นแก่ตัวได้ คงไม่ใช่เรื่องบังเอิญที่การเข้าใจกฎแห่งกรรมในแง่ดังกล่าวเกิดขึ้นในยุคที่ผู้คนอยู่แบบตัวใครตัวมัน ชนิดมือใครยาวสาวได้สาวเอา การมีค่านิยมดังกล่าวยืนพื้นอยู่ก่อนแล้ว (จะเป็นเพราะอิทธิพลของลัทธิทุนนิยมหรือบริโภคนิยมก็แล้วแต่) ทำให้เราตีความกฎแห่งกรรมไปในทางที่สนับสนุนความเห็นแก่ตัว จนพร้อมจะใจจืดใจดำต่อเพื่อนมนุษย์หรือสัตว์โลกที่ทุกข์ยากได้ไม่ยาก

อีกประเด็นหนึ่งที่น่ากล่าวถึง คือ
ความเข้าใจว่าโรคภัยไข้เจ็บนั้นเป็นผลมาจากอำนาจของเจ้ากรรมนายเวร รากเหง้าของความคิดนี้ก็คือความเชื่อว่าทุกอย่างที่เกิดขึ้นกับเรานั้นเป็นเพราะกรรมในอดีตชาติ พุทธศาสนายอมรับกรรมเก่าในอดีตชาติก็จริง แต่ก็ไม่ถึงกับเหมารวมว่าสิ่งต่างๆ ที่เรากำลังประสบอยู่ ไม่ว่าสุขหรือทุกข์ ดีหรือร้าย ล้วนเป็นเพราะกรรมที่ได้ทำไว้ในปางก่อน ตรงกันข้ามพระพุทธองค์ถึงกับตรัสอย่างชัดเจนว่า 1 ใน 3 ของลัทธินอกพุทธศาสนาคือความเชื่อว่าทุกอย่างเป็นเพราะกรรมเก่า

ทุกอย่างที่เกิดขึ้นกับเราเป็นไปตามกฎแห่งเหตุและผลก็จริง แต่กฎแห่งเหตุและผลนั้นไม่ได้หมายถึงกฎแห่งกรรมอย่างเดียว ยังมีกฎอื่นๆ อีกที่ส่งผลต่อชีวิตความเป็นอยู่ของเรา เช่น พีชนิยาม (กฎเกี่ยวกับพืชพันธุ์หรือชีววิทยา) และอุตุนิยาม (กฎเกี่ยวกับสภาพแวดล้อมและดินฟ้าอากาศ) เป็นต้น ความเจ็บป่วยจึงไม่ได้เป็นเพราะกรรมเก่าอย่างเดียว แต่ยังอาจเกิดจากสาเหตุอื่นๆ ได้อีกมากมาย ดังพระสารีบุตรเคยจำแนกว่า สมุฏฐานของโรคนั้นมีมากมาย อาทิ ดี เสมหะ ลม ฤดูแปรปรวน การบริหารไม่สม่ำเสมอ ความเพียรเกินกำลัง ผลกรรม ความหนาว ความร้อน ความหิว ความกระหาย ฯลฯ

ทุกวันนี้คนส่วนใหญ่มีความคิดเกี่ยวกับกรรมเก่าอย่างสุดโต่ง หากไม่อยู่ในฝ่ายแรกคือปฏิเสธกรรมเก่าอย่างสิ้นเชิง ก็อยู่ในฝ่ายที่สองคือ เชื่อแต่กรรมเก่า จนมองข้ามกรรมปัจจุบัน ปักใจเชื่อว่าความทุกข์ที่เกิดขึ้นเป็นเพราะกรรมเก่า คนกลุ่มหลังนี้หากไม่งอมืองอเท้าก้มหน้า "รับกรรม" ก็คิดแต่จะ "แก้กรรม" สถานเดียว แต่ไม่ขวนขวายที่จะสร้างกรรมใหม่ที่ดีงามขึ้นมา หรือเปลี่ยนเคราะห์ให้เป็นประโยชน์ เช่น เป็นเครื่องเตือนใจให้ตระหนักถึงความไม่เที่ยงของชีวิต หรือกระตุ้นให้เกิดความไม่ประมาท เร่งทำความดีงามขณะที่ยังมีเวลาและกำลังวังชาอยู่

ข้อที่พึงตระหนักก็คือ ผลของกรรมหรือกรรมวิบากนั้นเป็นเรื่องที่ซับซ้อน เพราะนอกจากกรรมจะมีหลายชนิด (เช่น มีความแรงในการให้ผลต่างกัน เวลาให้ผลก็ต่างกัน)แล้ว คนแต่ละคนยังทำกรรมมากมายหลายอย่างในเวลาที่ต่างกัน (ทั้งในชาตินี้และชาติก่อน) ดังนั้นจึงยากที่จะบอกได้ว่า เมื่อทำกรรมอย่างหนึ่งอย่างใดแล้ว จะต้องได้รับผลอย่างนี้ๆ ในเวลานั้นๆ หรือสาเหตุที่เป็นอย่างนี้เพราะทำกรรมอย่างนั้น ๆ เมื่อนั้นเมื่อนี้ ดังพระพุทธองค์เคยตรัสว่า คนที่มักฆ่าสัตว์ ลักทรัพย์ หรือผิดศีล ทั้งยังเป็นมิจฉาทิฐิ เมื่อตายแล้วใช่ว่าจะไปนรกสถานเดียว ที่ไปสวรรค์ก็มี เพราะเหตุ 3 ประการคือ เคยทำกรรมดีไว้ (ในชาติ) ก่อน หรือทำความดีภายหลัง หรือมีสัมมาทิฏฐิในเวลาจะตาย ในทำนองเดียวกันคนที่ไม่ผิดศีล เป็นสัมมาทิฏฐิ ตายแล้วไปนรกก็มี เพราะ เคยทำบาปกรรมไว้(ในชาติ)ก่อน หรือทำบาปกรรมในภายหลัง หรือมีมิจฉาทิฏฐิในเวลาตาย

ด้วยเหตุนี้จึงมีแต่เดียรถีย์อย่างนิครนถ์นาฏบุตรเท่านั้นที่ประกาศแบบ "ฟันธง" ว่า "ผู้ฆ่าสัตว์ทั้งหมดต้องไปอบาย ตกนรก ผู้ลักทรัพย์ทั้งหมดต้องไปอบาย ตกนรก ผู้ประพฤติผิดในกามทั้งหมดต้องไปอบาย ตกนรก ผู้พูดเท็จทั้งหมดต้องไปอบาย ตกนรก"

เนื่องจากกระบวนการให้ผลของกรรมเป็นเรื่องที่ละเอียดซับซ้อนมาก จึงยากที่จะคิดหรือ

แยกแยะให้เห็นแจ่มแจ้งว่าอันใดเป็นผลของกรรมใด
พระพุทธองค์จึงตรัสว่ากรรมวิบากนั้นเป็น "อจินไตย" กล่าวคือเป็นสิ่งไม่พึงคิด เพราะพ้นวิสัยของความคิด ต่อเมื่อบรรลุธรรมขั้นสูง มีกรรมวิปากญาณดังพระพุทธองค์ จึงสามารถล่วงรู้ผลของกรรมได้

ดังนั้นผู้ใดก็ตามที่บอกว่าตนสามารถหยั่งรู้ได้ว่าที่ใครเป็นอย่างนี้ๆ เพราะทำกรรมอย่างนั้นๆ ในชาติที่แล้ว จึงสมควรที่จะถูกตั้งข้อสงสัยไว้ก่อนว่ารู้จริงแน่หรือ ยิ่งถ้าบอกว่ารู้วิธี "แก้กรรม" ด้วยแล้ว ก็แสดงว่าเขากำลังสอนลัทธินอกพุทธศาสนา เพราะกรรมในอดีตนั้น ไม่มีใครสามารถแก้ได้ มีแต่บรรเทาผลกรรมด้วยการทำกรรมดีในปัจจุบัน หรือนำผลกรรมนั้นมาใช้ให้เป็นประโยชน์ในทางธรรม คือเป็นเครื่องเตือนใจให้ทำความดี ตั้งอยู่ในความไม่ประมาท

คนเราไม่ได้เกิดมาเพื่อ "ใช้กรรม" เท่านั้น ที่สำคัญกว่านั้นคือ "พัฒนากรรม" ได้แก่การสร้างกรรมใหม่ที่เป็นกุศลอย่างไม่หยุดหย่อน ตราบใดที่ยังไม่หมดลม เราก็ยังสามารถสร้างกรรมใหม่ที่ดีงามได้เสมอ แม้ในยามป่วยไข้ ถึงจะทำประโยชน์ท่านได้ไม่เต็มที่ แต่ก็ยังสามารถทำประโยชน์ตนได้ อย่างน้อยก็ด้วยการน้อมใจเป็นกุศล เจริญเมตตาจิต ใคร่ครวญธรรมจากความเจ็บป่วย หรือปล่อยวางความยึดติดถือมั่นทั้งปวง

กฎแห่งกรรมนั้น หากเข้าใจถูกต้อง ชีวิตก็มีแต่ความเจริญงอกงาม แต่หากเข้าใจผิดพลาดแล้ว ไม่เพียงจะนำพาชีวิตสู่ความเสื่อมถอยเท่านั้น หากยังฉุดรั้งสังคมให้ตกต่ำลงด้วย

โดย พระไพศาล วิสาโล เครือข่ายพุทธิกา http://budnet.org



ชาวบ้านวิจารณ์ว่า ...
07/12/09 19:45:55 by admin


ขอบคุณ ภาพให้แง่คิดดีๆจากเมล์ฟอร์เวิร์ดครับ



Rip Current ทะเลดูด
02/24/09 10:19:16 by admin

ทำไม น้ำทะเลบางแห่ง ถึงได้ดูดคนเล่นน้ำ ออกไปสู่ทะเลลึก?

ถ้าคุณเคยไปเล่นน้ำทะเล หลายๆแห่ง จะสามารถสังเกตเห็นได้ว่า บางแห่งจะพัดพาสิ่งของเข้าเกยฝั่ง บางแห่งจะพัดพาคนออกสู่ทะเล อย่างที่หาดแม่รำพึง ที่เคยเป็นข่าว มีนักเรียนเสียชีวิตจากการเล่นน้ำทะเล นั้นเพราะอะไร

เนื่องจากกระเสน้ำที่ซัดออกจากฝั่งนั้น จริงๆแล้ว มันไม่ได้ออกเป็นแนวขนานกัน เหมือนที่เห็นเป็นสันบนน้ำ แต่ด้านใต้น้ำนั้น มีการเคลื่อนตัวของน้ำที่แตกต่างกันออกไป

RIP CURRENT เกิดขึ้นได้เกือบทุกหาด อยู่ที่ความแรงของกระแสน้ำเป็นหลัก (ดูรูป)



วิธีแก้ไขเมื่อตัวเองอยู่ใน RIP CURRENT
คือ อย่าพยายามว่ายเข้าฝั่งทันที เพราะคุณจะสู้แรงน้ำไม่ไหว เราต้องออกมาจากมัน ด้วยการว่ายทางขวาง กับกระแสของมัน หรือให้ง่ายๆคือ ว่ายขนานกับชายฝั่ง จนแน่ใจว่าเราไม่ถูกดูดออกไปแล้ว จึงค่อยว่ายเข้าหาฝั่ง






ชีวิตพอเพียงของมหาเศรษฐีอันดับสองของโลก
10/27/08 09:59:17 by admin

ชีวิตพอเพียงของมหาเศรษฐีอันดับสองของโลก: วอร์เรน บัพเฟตต์ ( Warren Buffet)

มีรายการสัมภาษณ์หนึ่งชั่วโมงของสถานี โทรทัศน์ CNBC สัมภาษณ์ วอร์เรน บัพเฟตต์ มหาเศรษฐีอันดับสองของโลก (รองจากบิล เกตส์) ซึ่งบริจาคเงินให้การกุศล 31,000 ล้านดอลล่าร์

ต่อไปนี้คือแง่มุมบางส่วนที่น่าสนใจยิ่งจากชีวิตของเขา:

1) เขาเริ่มซื้อหุ้นครั้งแรกเมื่ออายุ 11 ขวบ และปัจจุบันบอกว่ารู้สึกเสียใจที่เริ่มช้าไป

2) เขาซื้อไร่เล็กๆ เมื่ออายุ 14 โดยใช้เงินเก็บจากการส่งหนังสือพิมพ์

3) เขายังอาศัยอยู่ในบ้านเล็กหลังเดิมขนาด 3 ห้องนอน กลางเมืองโอมาฮา ที่ซื้อไว้หลังแต่งงานเมื่อ 50 ปีก่อน เขาบอกว่ามีทุกสิ่งที่ต้องการในบ้านหลังนี้ บ้านเขาไม่มีรั้วหรือกำแพงล้อม

4) เขาขับรถไปไหนมาไหนต้วยตนเอง ไม่มีคนขับรถหรือคนคุ้มกัน

5) เขาไม่เคยเดินทางด้วยเครื่องบินส่วนตัว แม้จะเป็นเจ้าของบริษัทขายเครื่องบินส่วนตัวที่ใหญ่ที่สุดในโลก

6) บริษัท เบิร์กไช แฮทะเวย์ ของเขามีบริษัท ในเครือ 63 บริษัท เขาเขียนจดหมายถึงซีอีโอ ของบริษัทเหล่านี้เพียงปีละฉบับเดียว เพื่อให้เป้าหมายประจำปี เขาไม่เคยนัดประชุม หรือโทรคุยกับซีอีโอเหล่านี้เป็นประจำ

7) เขาให้กฎแก่ ซีอีโอ เพียงสองข้อ
กฎข้อ 1 อย่าทำให้เงินของผู้ถือหุ้นเสียหาย
กฎข้อ 2 อย่าลืมกฎข้อ 1

8 ) เขาไม่สมาคมกับพวกไฮโซ การพักผ่อนเมื่อกลับบ้าน คือทำข้าวโพดคั่วกินและดูโทรทัศน์

9) บิล เกตส์ คนที่รวยที่สุดในโลก เพิ่งพบเขาเป็นครั้งแรกเมื่อห้าปีก่อน บิลคิดว่าตนเองไม่มีอะไรเหมือน วอร์เรน บัพเฟตต์เลย จึงให้เวลานัดไว้เพียงครึ่งชั่วโมง แต่เมื่อบิลได้พบบัฟเฟตต์จริงๆ ปรากฏว่าคุยกันนานถึงสิบชั่วโมง และบิล เกตส์ กลายเป็นผู้มีศรัทธาในตัววอร์เรน บัพเฟตต์

10) วอร์เรน บัพเฟตต์ ไม่ใช้มือถือ และไม่มีคอมพิวเตอร์บนโต๊ะทำงาน

11) เขาแนะนำเยาวชนคนหนุ่มสาวว่า: จงหลีกห่างจากบัตรเครดิตและลงทุนในตัวคุณเอง

ที่สุดของชีวิต คือ มีปัจจัย ๔ อย่างเพียงพอนั่นเอง

มหาเศรษฐีหรือยาจก กินข้าวแล้วก็อิ่ม 1 มื้อ เท่ากัน
มหาเศรษฐีหรือยาจก มีเสื้อผ้ากี่ชุด ก็ใส่ได้ทีละชุด เท่ากัน
มหาเศรษฐีหรือยาจก มีบ้านหลังใหญ่แค่ไหน พื้นที่ที่ใช้จริงๆ ก็เหมือนกันคือ ห้องนอน ห้องน้ำ ห้องครัว เหมือนกัน
มหาเศรษฐีหรือยาจก จะมียารักษาโรคดีแค่ไหน ยื้อชีวิตไปได้นานเพียงไร สุดท้ายก็ต้องตาย เหมือนกัน

….มองทะลุวัตถุนิยม และเห็นความหมายที่แท้จริงของชีวิต….





คำคมน่าคิด เพื่อชีวิตทำงานดีๆ
10/10/08 10:23:37 by admin
คุณไม่ได้เป็นแค่คนเดียวหรอกที่เคยรู้สึกหมดกำลังใจ ขนาดคนดังของโลกที่ทุกคนยกให้เป็นผู้ประสบความสำเร็จในอาชีพการงาน ก็ยังเคยท้อแท้ หมดไฟ แต่วิธีคิดแบบไหนล่ะ ที่ทำให้เขาเหล่านั้นกลับมายืนหยัดและพร้อมลุยต่อไป

1. ซาราห์ เจสสิก้า ปาร์กเกอร์ ::

          ดาราสาวและโปรดิวเซอร์ที่ประสบความสำเร็จอย่างท่วมท้นจากซีรี่ส์ดังอย่าง Sex and the City ที่ตบเท้าเข้าวงการบันเทิง ตั้งแต่อายุเพียง 8 ขวบ

          "เมื่อคนจริงต้องพบกับความล้มเหลว เขามักจะถอยกลับไปก้าวหนึ่งและพร้อมที่จะเริ่มเดินหน้าใหม่อีกครั้ง"

2. วินสตัน เชอร์ชิลล์ ::

          อดีตนายกรัฐมนตรีของอังกฤษที่ได้รับความไว้วางใจให้ทำหน้าที่นี้ถึง 2 สมัย เขาเป็นทั้งนักพูด ผู้นำทางการทหาร นักประวัติศาสตร์ นักเขียนรางวัลโนเบลจากงานเขียนเรื่อง The Second World War และ A Historyof the English-Speaking Peoples

          "ความสำเร็จประกอบด้วยความผิดพลั้งหลายๆ ครั้งมารวมกันโดยที่ความกระตือรือร้นที่หวังจะพบกับชัยชนะนั้นยังคงอยู่"

3. เคท แบลนเช็ตต์ ::

          ผู้กำกับละครเวทีและนักแสดงผู้คว้ารางวัลออสการ์ในปี 2004 จากภาพยนตร์เรื่องThe Aviator

          "ถ้าคุณรู้ว่าตัวเองกำลังจะล้มลงหรือแพ้ ทำยังไงก็ได้ให้ล้มลงอย่างสง่าที่สุด"

4. มาเรีย ชาราโปวา ::

          นักเทนนิสระดับโลกผู้คว้ารางวัลแกรนด์สแลมมาแล้วถึง 3 ครั้ง แถมยังสร้างปรากฏการณ์ให้โลกตะลึง เมื่อเธอสามารถเอาชนะคู่แข่งตัวฉกาจอย่างเซเรนา วิลเลียมส์ ในการแข่งขันวิมเบิลดันรอบสุดท้ายขณะที่มีอายุ 17 ปีเท่านั้น

          "ฉันไม่พยายามที่จะทำตัวให้เก่งเหมือนนักเทนนิสคนอื่นๆ ในการแข่งขันฉันฝึกซ้อมตามตารางและพยายามทำในสิ่งที่ฉันทำเป็นปกติ ไม่เคยคิดที่จะแข่งกับใครนอกจากแข่งกับตัวเอง"

5. คาลวิน ไคลน์ ::

          ดีไซเนอร์แบรนด์เก๋และหรูจากอเมริกาผู้ได้รับการยกย่องจาก Vogue ให้เป็นผู้นำในเรื่องความมีรสนิยมด้านการออกแบบที่เรียบแต่โก้ในแบบมินิมัล ในปี 1969

          "ผมไม่ลุ่มหลงไปกับคำว่า "ชัยชนะ" มากเกินไป บางทีสิ่งนี้นี่เองที่ทำให้ผมประสบความสำเร็จ"

6. โรเบิร์ต เอฟ. เคนเนดี ::

          น้องชายของอดีตประธานาธิบดี จอห์น เอฟ. เคนเนดี เขาเป็นรัฐมนตรีกระทรวงยุติธรรมของสหรัฐฯ แถมยังเป็นวุฒิสมาชิกในปี 1965 - 1968 และทำคุณประโยชน์มากมาย จนในที่สุดในปี 1998 จอร์ช ดับเบิลยู. บุช ก็ได้ยกย่องให้เขาเป็นบุคคลสำคัญจากการร่างสิทธิมนุษยชนเพื่อปกป้องคนผิวสี ดังนั้นเราจะสังเกตเห็นรูปหน้าของเขาทางด้านหลังของเหรียญดอลลาร์สหรัฐฯรุ่นพิเศษเพื่อเป็นการรำลึกถึงคุณความดีที่เขาทำเพื่อประเทศ

          "คนที่ไม่หวั่นต่อความผิดหวังคือคนที่จะประสบความสำเร็จอย่างยิ่งใหญ่"


คำคมน่าคิดจากชีวิตคนดัง



7. บิล เกตส์ ::

          นักธุรกิจที่รวยเป็นอันดับ 3 ของโลกในปี 2008 ก่อนที่จะมาเป็นซีอีโอของบริษัทผลิตโปรแกรมคอมพิวเตอร์ชั้นนำอย่างไมโครซอฟต์ เขาเคยเขียนโปรแกรมเกมโอเอกซ์ใส่ไว้ในโปรแกรมคอมพิวเตอร์ครั้งแรกเมื่ออายุ 13 ปี

          "ถ้าคุณไม่สามารถทำอะไรก็ตามให้ดีได้ ก็จงพยายามทำให้มันดูดีที่สุด"

8. คอนราด ฮิลตัน ::

          นักธุรกิจชาวอเมริกันและผู้ก่อตั้งโรงแรมฮิลตันอันลือเลื่อง คุณปู่ของดาราสาวสุดเผ็ดอย่าง ปารีส และนิกกี้ ฮิลตัน

          "ความสำเร็จมักจะมาพร้อมกับคำว่าลงมือทำ คนที่ประสบความสำเร็จมักจะคิดนำผู้อื่นเสมอ พวกเขาอาจเคยทำพลาดบ้าง แต่ไม่เคยถอย"

9. มารายห์ แครีย์ ::

          ดิว่าชาวอเมริกันคนแรกที่มีเพลงฮิตติดอันดับหนึ่งในบิลบอร์ดชาร์ตถึง 5 เพลง แต่ถึงแม้ว่าช่วงปี 2000 เธออาจจะไม่ค่อยประสบความสำเร็จมากนัก ทั้งในการที่เธอหันมาจับงานเพลงแนวฮิปฮ็อป อีกทั้งหนังที่เธอเล่นก็
ล้มไม่เป็นท่า แต่ในที่สุดเธอก็กลับมาผงาดได้อีกครั้งกับอัลบั้มล่าสุดที่ชื่อว่า E=MC2

          "อย่ายอมแพ้หรือหมดกำลังใจง่ายๆ เพียงเพราะไปฟังเสียงคนที่คอยวิพากษ์วิจารณ์คุณในแง่ลบให้เสียกำลังใจ"

10. เซอร์ริชาร์ด แบรนสัน ::

          นักธุรกิจชาวอังกฤษที่ประสบความสำเร็จตั้งแต่อายุแค่ 16 ปีจากการก่อตั้งแมกกาซีนที่ชื่อว่า Student และเป็นเจ้าของแบรนด์ Virgin ที่มีสาขาทั่วโลกกว่า 360 บริษัท

          "โอกาสทางธุรกิจก็เหมือนกันกับการรอรถประจำทางนั่นแหละ พลาดคันนี้ก็มีคันหน้า"

11. สตีเฟ่น ฮอว์กิ้ง ::

          นักฟิสิกส์ระดับโลกชาวอังกฤษและยังเป็นอาจารย์คณิตศาสตร์ของมหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ ผู้ไม่ย่อท้อต่อโชคชะตาแม้จะป่วยเป็นโรคกล้ามเนื้อลีบจนกระทั่งเดินไม่ได้ แต่ก็ยังคงเดินหน้า มุ่งมั่นและศึกษาในจักรวาลวิทยา และบทความเรื่องหลุมดำของเขาก็โด่งดังจนได้รับการยอมรับจากคนทั่วโลก

          "คุณเองก็ประสบความสำเร็จได้ ถ้าคุณไม่ยอมแพ้ซะก่อน"

12. นิโคล คิดแมน ::

          หนึ่งในดาราสาวที่มีค่าตัวสูงสุดในประวัติศาสตร์วงการภาพยนตร์ฮอลลีวู้ด นอกจากนี้เธอยังเป็นทูตยูนิเซฟ นักร้อง (หลังจากที่ภาพยนตร์เรื่อง Moulin Rouge ออกฉาย)ในปี 2006 เธอได้รับการยกย่องจากรัฐบาลออสเตรเลียโดยได้รับรางวัล Companion of the Order of Australia ในฐานะที่สร้างชื่อเสียงให้ประเทศบ้านเกิด

          "ฉันคิดว่าการที่คนเรารู้จักอ่อนน้อมถ่อมตนกับคนที่เราร่วมงานด้วยเป็นสิ่งที่ดี บางทีเราก็ไม่จำเป็นต้องวางท่าสวย เชิด ตลอดเวลาก็ได้"


ขอขอบคุณข้อมูลและภาพประกอบจาก





เหตุผลของคนสอบตก
01/06/08 10:03:55 by admin

ไม่ใช่ความผิดของเราเลยนะที่สอบตก

เพราะที่จริงแล้วในหนึ่งปีมีแค่ 365 วันเท่านั้นเอง
(ใครจะไปอ่านหนังสือทันจริงมั๊ย)…..!!!!

มาดูเหตุผลที่ทำให้ไม่มีเวลาอ่านหนังสือจิ…

1) ใน 1 ปีมี 52 สัปดาห์ แสดงว่ามีวันอาทิตย์ 52 วัน

วันอาทิตย์เป็นวันแห่งการพักผ่อนนะ ไม่ควรเรียนหนังสือ
เหลือวันอีก 313 วัน

2) วันหยุดตอนปิดเทอมประมาณ 50 วัน ปิดเทอมก็ต้องเที่ยวเดะ

แถมอากาศยังร้อนเกินไปที่จะเรียนหนังสือด้วย
เหลือวันอีก 263 วัน

3) เพื่อสุขภาพที่ดี คนเราควรนอนอย่างน้อย 8 ชั่วโมงต่อวัน

นั่นคือเราจะนอนประมาณ 130 วันต่อปี
เหลือวันอีก 141 วัน

4) เพื่อสุขภาพที่ดีอีกเช่นกัน

คนเราควรหาเวลาเล่นกีฬาอย่างน้อย 1ชั่วโมงต่อวัน นั่นคือประมาณ 15 วันต่อปี เหลือวันอีก 126วัน

5) คนเราจำเป็นต้องได้รับสารอาหารที่ครบถ้วน และควรใช้เวลาในการค่อยๆ

เพื่อให้ระบบย่อยอาหารทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ
นั่นคือเราควรให้เวลากับการกินประมาณ 2 ชั่วโมงต่อวัน คือ30วันต่อปี
เหลือวันอีก 96 วัน

6) คนเราเป็นสัตว์สังคมต้องมีการสื่อสารกับผู้อื่น

ดังนั้น เราควรให้เวลาในการพูดคุยกับผู้อื่นอย่างน้อยวันละ 1ชั่วโมง คิดเป็น 15 วันต่อปี เหลือวันอีก 81วัน

7) วันสอบทั้งปิดเทอม ทั้งไฟนอลอีกเกือบ 35 วัน

คุณจะเอาเวลาสอบไปเรียนหนังสือเหรอ เหลือวันอีก 46 วัน วันหยุดตามเทศกาล และวันหยุดนักขัตฤกษ์ต่างๆ อีกกว่า 40วัน ชื่อก็บอกอยู่แล้วว่าวันหยุด) เหลือวันอีก 6 วัน

9) แล้วต้องเผื่อว่าเราไม่สบายขึ้นมาอีก

จะได้มีเวลารักษาตัวประมาณสัก 3 วัน เหลือวันอีก 3 วัน

10) คนเราจะอยู่แต่กับบทเรียนก็ไม่ได้ ต้องหาความสนุกใส่ตัวบ้าง

เช่นไปดูหนังฟังเพลงอย่างน้อยรวมๆ แล้วก็ประมาณ 2 วันต่อปี
เหลือวันอีก 1วัน

11) อีกวันหนึ่งก็คือวันเกิดคุณไง!!!

คุณจะเรียนหนังสือตอนวันเกิดคุณเหรอ… ไม่มีทาง เหลือวันอีก 0 วัน

แล้วอย่างเงี้ย…!!
จะไม่ให้สอบตกได้ไงอ่ะ ใครรู้ช่วยบอกที ฮิฮิ

ที่มา: joinworker.com




ProductsSupport |  Control Panel | Knowledge Base | Resources | Contact Us | Sitemap | Whois
 ไปรษณีย์ดอทคอม อีเมล์สำเร็จรูป อีเมล์บริษัท Tel: 082-703-2999 
            Copyright © PriSaNee.com. All rights reserved.